คำถามเกี่ยวกับยา
โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล
เรื่อง : อะซาไธโอพรีน (Azathioprine)
ยาอะซาไธโอพรีนมีสรรพคุณใช้เป็นยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressant) ในการรักษาโรคดังต่อไปนี้ เช่น
- โรคข้อรูมาตอยด์
- โรคลูปัส-โรคเอสแอลอี หรือโรคภูมิต้านตันเอง/โรคออโตอิมมูน
- โรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบ (Dermatomyositis and Polymyositis)
- โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Auto-immune chronic active hepatitis)
- โรคเพมฟิกัสวัลการิส (Pemphigus vulgaris) หรือภาวะที่มีการแยกตัวของผิวหนังในชั้นลึกจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายการยึดของเซลล์ผิวหนัง มีอาการแสดงคือการเกิดตุ่มน้ำพองโดยทั่วไปบริเวณผิวหนัง
- Immune Thrombocytopenia (ITP) หรือภาวะที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรค ต้าน/ ทำลายเกล็ดเลือดของตัวเอง
- Autoimmune Hemolytic Anemia (IHA) หรือภาวะที่ผู้ป่วยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต้านทานเม็ดเลือดของตัวเอง
- Thrombocytopenic Purpura (TTP) เป็นภาวะที่เกล็ดเลือดในร่างกายเกาะ/จับรวมตัวกันส่งผลทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และเกิดการอุดตันของหลอดเลือดในอวัยวะต่างๆ จากเกล็ดเลือดที่จับรวมตัวกัน
- โรคโครห์น (Crohn’s Disease) และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative colitis) เป็นโรคที่เกี่ยวกับการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหาร
- ใช้ในผู้ป่วยหลังเปลี่ยนถ่ายไตเพื่อกดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันร่างกายไม่ยอมรับไตใหม่
- คลื่นไส้อาเจียน
- ท้องเสีย
- หากรับประทานยาอะซาไธโอพรีนแล้วเกิดอาการแพ้ยา เช่น ผื่นคัน อาการบวมของริมฝีปาก เปลือกตา/หนังตา ใบหน้า หรือหายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที
- อาการข้างเคียงที่มีความรุนแรงเช่น มีผื่นคันขึ้นทั้งตัว มีอาการเหมือนติดเชื้อ เช่น มีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างรุนแรง อาการเหมือนเลือดออกได้แก่ มีจ้ำห้อเลือด ปัสสาวะเหมือนมีเลือดปนหรือมีสีน้ำตาล อุจจาระเหนียวและมีสีดำเข้ม น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว ให้รีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที
ก. หลีกเลี่ยงการใช้ยาต่อไปนี้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีน เช่น
- วัคซีนบีซีจี (BCG, วัคซีนวัณโรค)
- ยารักษาโรคข้อรูมาตอยด์ชนิดอื่น เช่น ยาฟีบูโซสแตด (Febuxostat)
- ยากดภูมิคุ้มกันชนิดต่างๆ เช่น ยาเมอร์แคปโตพิวรีน ยานาทาลิซูแมบ (Natalizumab) ยาพิโมโครไลมัส (Pimocrolimus) ยาทาโครไลมัส (Tacrolimus)
ข. การใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาฟาริน ควรรับการตรวจวัดค่า PT/INR (Prothrombin time/International normalized ratio, ค่าบ่งบอกการแข็งตัวของเลือด) ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถปรับระดับยาวาฟารินให้เหมาะสม
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในสตรีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจเม็ดเลือด (Complete Blood Count; CBC) ในช่วงเริ่มต้นการให้ยาอะซาไธโอพรีนและมีการตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอ ในผู้ป่วยบางรายพบว่าในร่างกายอาจขาดเอนไซม์ Thiopurine Methyltransferase (TPMT) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการเปลี่ยนรูปที่รวมถึงการทำลายยาอะซาไธโอพรีน ในผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงในการเกิดการกดไขกระดูกสูงขึ้น การติดตามระดับเม็ดเลือดหรือการตรวจซีบีซี/CBC จึงมีความสำคัญในการเฝ้าระวังและป้องกันการกดไขกระดูก
- ควรกินยานี้หลังอาหารเพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้อาเจียน